แผนภาพยุทธศาสตร์

6 Mar

งานกลยุทธ์

แผนภาพยุทธศาสตร์ ร้านเช่าหนังสือ

งาน 9/02/2554

15 Feb

ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในแผนฯ 11 มีดังนี้

1.  พัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจฐานความรู้ เพื่อนำไปเพิ่มคุณค่าให้กับทุนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่มีอยู่ ดังนั้น จำเป็นต้องให้ความสำคัญต่อการสร้างองค์ความรู้ การวิจัยและพัฒนา การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบด้วย

2.  กำหนดนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศและบูรณาการการดำเนินงานของหน่วยงาน เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์มีกรอบการดำเนินงานที่ค่อนข้างกว้างและเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจำนวนมาก

3.  พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมภายในประเทศไทย เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและคมนาคม การส่งเสริมการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา การจัดหาแหล่งเงินทุน การพัฒนาการศึกษาอย่างเป็นระบบและครบวงจรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด การพัฒนาการตลาดสมัยใหม่ให้ทันต่อคู่แข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยให้ความสำคัญในประเด็น ต่อไปนี้

3.1 พัฒนาปัจจัยแวดล้อมที่กระตุ้นให้ภาคเอกชนลงทุนผลิตสินค้าสร้างสรรค์ โดยเพิ่ม มาตรการกระตุ้นเพื่อดึงดูดบริษัทข้ามชาติให้ร่วมลงทุนกับภาคเอกชนและชุมชนไทยในการพัฒนาสินค้าสร้างสรรค์ด้วยนวัตกรรมและองค์ความรู้สมัยใหม่

3.2 พัฒนาระบบฐานข้อมูล สื่อสาร และคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรอบรับ ภาคการผลิตสร้างสรรค์ ตลอดจนส่งเสริมแหล่งเรียนรู้สาธารณะและพัฒนาพื้นที่สาธารณะรูปแบบต่าง ๆ เพื่อสร้างเวทีนักคิดและสร้างสรรค์ต่าง ๆ ตลอดจนการส่งเสริมการประยุกต์ใช้ให้                          เหมาะสมกับบริบทของชุมชนและวัฒนธรรมท้องถิ่น

4.  ให้คุณค่าต่อทรัพย์สินทางปัญญาจากความคิดสร้างสรรค์ โดยมีกฎหมายและกฎระเบียบที่ช่วยในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และกระบวนการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสนับสนุนให้ผู้ประกอบการธุรกิจสร้างสรรค์ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายและกระบวนการที่มีอยู่

5.  ขับเคลื่อนและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการ การพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยให้มีความคิดสร้างสรรค์ (Creative entrepreneurs)

6.  ศึกษาวิจัยและพัฒนาเชิงลึกในสาขาเศรษฐกิจสร้างสรรค์และทุนวัฒนธรรม โดยทำการศึกษาใน 5 ประเภท ได้แก่

1. มรดกทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญา และความหลากหลายทางชีวภาพ

2. เอกลักษณ์ศิลปะและวัฒนธรรม

3. งานช่างฝีมือและหัตถกรรม

4. อุตสาหกรรมสื่อ บันเทิง และซอฟต์แวร์

5. การออกแบบและพัฒนาสินค้าสร้างสรรค์

7.  การติดตามประเมินผล การขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยโดยให้มีกลไกในการดำเนินการติดตามและประเมินผลการขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องมีเครื่องมือในการติดตาม ดัชนีชี้วัดศักยภาพเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในรายสาขา

8.  ปรับโครงสร้างการผลิตและบริการของประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยผนวกความคิดสร้างสรรค์

9.  พัฒนาสถาบันและบูรณาการบทบาทของสถาบันที่เกี่ยวข้อง ให้เชื่อมโยงเป็นเครือข่ายเพื่อให้สนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์

ยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาครูและบุคลากรให้มีความสามารถในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดกระบวนการเรียนรู้และการบริหารจัดการ

1. พัฒนาครูให้มีเทคนิค วิธีการในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างหลากหลาย ดึงดูดความสนใจเพื่อไปสู่การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ

2. ส่งเสริมให้ครูผลิตสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการจัดการเรียนการสอน

3. พัฒนาผู้รับผิดชอบด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้มีความสามารถในการทำวิจัยเพื่อพัฒนางาน และนำองค์ความรู้ที่ได้มาใช้ในการปรับปรุงพัฒนางานด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ

4. พัฒนาบุคลากรทุกฝ่าย ให้มีความรู้ความสามารถสูงขึ้นกว่าขั้นพื้นฐาน สามารถประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ในการพัฒนาประจำที่รับผิดชอบได้อย่างมีคุณภาพ

5. ส่งเสริมสนับสนุนครูที่มีความสนใจ ความสามารถด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นผู้นำในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาการเรียนการสอน โดยใช้การเรียนการสอนออนไลน์ เผยแพร่ผลงานและพัฒนาผลงานสู่ชุมชน สังคมที่กว้างออกไป

6. ส่งเสริมให้ผู้รับผิดชอบงาน เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยตรงเข้ารับการอบรมเพื่อพัฒนาความเชี่ยวชาญพิเศษ หรือศึกษาดูงานและหาประสบการณ์เพิ่มเติมจากแหล่งการเรียนรู้ภายนอก

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรให้เอื้อต่อการนำเทคโนโลยีสารสนเทศ มาใช้พัฒนาการเรียนรู้และทักษะชีวิต

1. ทุกกลุ่มสาระกำหนดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ส่งเสริมความรู้ความสามารถด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ ของผู้เรียนอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรม สามารถวัด-ประเมินผลได้จากสภาพจริง

2. ทุกกลุ่มสาระมีการบูรณาการภูมิปัญญา วัฒนธรรมพื้นบ้านหรือคุณธรรมเกี่ยวกับ เทคโนโลยีสารสนเทศ ให้ผู้เรียนเพื่อนำไปสู่การพัฒนาทักษะชีวิต เช่น การใช้ภาษาที่ถูกต้องในการ Chat การเลือกบริโภคข้อมูลที่เป็นประโยชน์ การแสดงความคิดเห็นที่สร้างสรรค์บน Web Board ฯลฯ

3. พัฒนาหลักสูตรวิชาคอมพิวเตอร์ทุกช่วงชั้น ให้สอดคล้องมีการพัฒนาความสามารถของผู้เรียนเป็นระบบต่อเนื่อง มีสาระที่สอดคล้องกับความสนใจ ความต้องการของผู้เรียนและสอดคล้องสภาพสังคมในปัจจุบัน

ยุทธศาสตร์ที่ 3   การผลิตโปรแกรมคอมพิวเตอร์และจัดหาสื่ออุปกรณ์เทคโนโลยีที่ทันสมัยมีประสิทธิภาพและให้เพียงพอ เหมาะสมกับความต้องการ

1. จัดหาเครื่องและอุปกรณ์พ่วงต่อคอมพิวเตอร์ ให้เพียงพอเหมาะสมต่อความต้องการของแต่ละช่วงชั้น / ฝ่าย

2. พัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้ในงานการเรียนการสอน หรือการบริหารจัดการภายในโรงเรียนเพิ่มเติมจากที่มีอยู่

3. จัดตั้งศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อเป็นศูนย์รวมสื่อ Software และ Hardware มีการให้บริการแก่ครูเพื่อใช้ในการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ สะดวกและหลากหลาย รวมทั้งสามารถให้บริการแก่นักเรียน ผู้ปกครองและผู้สนใจในชุมชน

4. จัดทำห้องเรียน e – classroom ให้แก่นักเรียนทุกช่วงชั้น

5. เพิ่มจำนวนเครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ให้เพียงพอเป็น

1 เครื่องต่อนักเรียน 1 คน

6. จัดหาอุปกรณ์จ่ายสัญญาณอินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย พร้อมระบบการรักษาความปลอดภัยในบริเวณต่าง ๆ รอบโรงเรียน

7. จัดหาอุปกรณ์ควบคุมเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในโรงเรียน ให้สามารถควบคุมความเร็ว และใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างมีประสิทธิภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 4   การสร้างเครือข่ายและสังคมแห่งการเรียนรู้

1. เผยแพร่ผลงานครู นักเรียนและ Programmer ให้แก่สถาบันอื่นและชุมชน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

2. เข้าร่วมโครงการด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศ กับหน่วยงานภายนอก โดยมีการกำหนดผู้รับผิดชอบและแผนงาน / ปฏิทินงานในการติดตามผลการดำเนินงานอย่างชัดเจนต่อเนื่อง

3. สืบค้นและติดต่อหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ภายในและต่างประเทศที่มี       Web site หรือโครงการ บริการที่เป็นประโยชน์และส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนให้กว้างไกลยิ่งขึ้น

4. เก็บรวบรวมสื่ออิเล็กทรอนิกส์อย่างเป็นระบบ และให้บริการสื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต

5. จัดให้มีการเรียนรู้ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตของโรงเรียน โดยให้บริการทั้งผู้สอนและผู้เรียนภายในโรงเรียน และชุมชนภายนอก

งานวันที่26/01/2554

29 Jan

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Key Success Factors)

  1. เป้าหมาย การตั้งเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากในการที่เราจะประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างนึ่ง เราต้องรู้ว่าทำไมเราถึงอยากที่จะทำธุรกิจนี้ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเหตุผลของแต่ละคนไม่เหมือนกันในการทำธุรกิจ ขอให้คุณจำให้ได้ว่าวันนี้คุณทำธุรกิจเพื่ออะไรหรือเพื่อใคร แล้วคุณจะไม่หมดแรงลงง่ายๆ
  2. ระเบียบวินัย เป็นการแบ่งเวลาให้ถูกต้อง เวลาทำงานความจริงจังในการทำงานไปเลย จะกี่ ชม. หรือ กี่วันก็ว่าไป ส่วนเวลาพักผ่อน ก็ควรพักผ่อนให้เต็มที่ อย่าทำอะไรกั๊กๆ แล้วไม่ได้เรื่องซักอย่าง เพราะในการทำธุรกิจให้สำเร็จนั้นคือ การทำมันอย่างสม่ำเสมอ
  3. การวางแผน ต้องมีแผนงานและวิธีการทำที่เหมาะสม แผนงานจะเป็นตัวกำหนดวิธีการทำงานของคุณ ซึ่งอาจทำให้คุณสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้
  4. ความพยายาม ต้องพยายามให้ถึงที่สุด แม้ว่าจะล้มลงไปสักกี่ครั้ง เราอาจจะทำตรงนู้นไม่ได้ ทำตรงนี้ไม่ได้แต่ขอให้เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง ว่าตกลง “เราทำไม่ได้ หรือไม่คิดจะทำกันแน่” ไม่มีนักธุรกิจคนไหนที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่เคยล้มเหลว หรือผิดหวังมาก่อน ทุกคนล้วนแต่เคยล้มมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ว่า เค้าล้มแล้วเค้าไม่เคยท้อแท้ แต่เค้าลุกขึ้นมาสู้ใหม่ ทำใหม่ในสิ่งที่เค้ายังทำมันไม่สำเร็จก็แค่นั้นเอง

ความหมายของคำว่า “LERT”

L = learning การเรียนรู้ในสิ่งต่างๆ

E = Experience (ประสบการณ์)

R = Relationship มีความสัมพันธ์ที่ดี

T = target เป้าหมาย ต้องตั้งเป้าหมายให้กับชีวิต

ส่งงานวันที่19มกราคม 2554

20 Jan

Balanced Scorecard ( BSC ) คืออะไร เกี่ยงข้องกับการบริหารอย่างไร

Balanced Scorecard เป็นกลยุทธ์ในการบริหารงานสมัยใหม่ และได้รับความนิยมไปทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย Balanced Scorecard ได้ถูกพัฒนาขึ้นเมื่อปี 1990 โดย Drs. Robert Kaplan จาก Harvard Business School และ David Norton จาก Balanced Scorecard Collaborative โดยตั้งชื่อระบบนี้ว่า “Balanced Scorecard” คือระบบการบริหารงานและประเมินผลทั่วทั้งองค์กร และไม่ใช่เฉพาะเป็นระบบการวัดผลเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นการกำหนดวิสัยทัศน์ (vision) และแผนกลยุทธ์ (strategic plan) แล้วแปลผลลงไปสู่ทุกจุดขององค์กรเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานของแต่ละฝ่ายงานและแต่ละคน โดยระบบของ Balanced Scorecard จะเป็นการจัดหาแนวทางแก้ไขและปรับปรุงการดำเนินงาน โดยพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้นของกระบวนการทำงานภายในองค์กร และผลกระทบจากลูกค้าภายนอกองค์กร มานำมาปรับปรุงสร้างกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพดีและประสิทธิผลดียิ่งขึ้น เมื่อองค์กรได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบ Balanced Scorecard เต็มระบบแล้ว Balanced Scorecard จะช่วยปรับเปลี่ยนแผนกลยุทธ์ขององค์กรจากระบบ “การทำงานตามคำสั่งหรือสิ่งที่ได้เรียนรู้สืบทอดกันมา (academic exercise)” ไปสู่ระบบ “การร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวขององค์กร (nerve center of an enterprise)

Balanced Scorecards ในฐานะเครื่องมือในการประเมินผลองค์กร

ประกอบด้วย 4 มุมมองได้แก่

1. มุมมองด้านการเงิน

2. มุมมองด้านลูกค้า

3. มุมมองด้านกระบวนการภายใน

4. มุมมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนา

กลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับ Balanced Scorecard คือ BSC

ซึ่งในปัจจุบันเป็นองค์กรที่เน้นให้ความสำคัญกับลูกค้า มีความเข้าใจอย่างชัดเจนถึงความสำคัญและความต้องการของลูกค้า และมีวิธีที่มี ประสิทธิภาพในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั้งในระดับกลยุทธ์และระดับปฏิบัติการ

-                   เป็นองค์กรที่มีผู้นำที่มีประสิทธิภาพในการตัดสินใจและสามารถในการสื่อสารอย่างทั่วถึงภายในองค์กร

-                   เป็นองค์กรที่ใช้ข้อมูลเพื่อการจัดการ เพื่อนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายหลัก

-                   เป็นองค์กรที่มุ่งมั่นพัฒนาอย่างต่อเนื่อง มุ่งทำในสิ่งที่ถูกต้องเหมาะสมกับองค์กรเท่าที่จะเป็นไปได้

กลยุทธ์ที่ข้าพเจ้าสนใจ คือ 7-ELEVEN เพราะว่าเป็นร้านขายของที่มีคู่แข่งเยอะมากแต่เค้าก็มีกลยุทธ์ที่ทำให้ลูกค้าเข้าไปซื้อของได้ เช่น ซื้อขายแล้วได้แสตมป์ เพื่อสะสมไว้แลกของรางวัล อีกอย่างก็คือ เขาเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้ลูกค้าสามารถเข้าซื้อของได้ตลอดเวลา นอกจากสิ่งเหล่านี้ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสะดวกสบายในการจับจ่ายซื้อของต่าง และมีสาขาอยู่ทั่วประเทศทำให้คนรู้จักและมีความเชื่อใจในการขาย

Hollywood Model

13 Jan

Hollywood Model

การจัดองค์กรในรูปแบบ Hollywood Model เป็นการจำลองรูปแบบการทำงานในการสร้างภาพยนตร์ในฮอลลีวูด ของสหรัฐอเมริกาโดยมีหลักการสำคัญคือ การดึงคนที่มีความชำนาญในทักษะที่แตกต่างกันมาทำงานร่วมกันเพื่อให้งานสำเร็จ และเมื่อสิ้นสุดงาน ก็แยกย้ายกันไปทำงานตามความชำนาญกับทีมงานและโครงการอื่นๆ ต่อไป ทำให้การทำงานมีความยืดหยุ่น เป็นการทำงานเพื่อพัฒนาวิชาชีพ ประสบการณ์ มากกว่าการยึดติดกับโครงสร้างของทีมงาน

1. การบริหารแบบ Hollywood Model เป็นวิธีการทำงานแบบผู้กำกับ   ภาพยนตร์ ที่แบ่งแยกงานเป็นแต่ละฝ่าย แต่ละทีมงานอย่างชัดเจน เช่นฝ่าย    เทคนิคฝ่ายเสื้อผ้า หรือฝ่ายตัดต่อ เป็นต้น โดยมีผู้รับผิดชอบของแต่ละทีมงานเป็นระดับ มืออาชีพเป็นการกระจายงาน แบ่งแยกอำนาจการตัดสินใจให้มืออาชีพของ แต่ละทีมงานซึ่งทำให้ผลงานมีคุณภาพเป็นที่ชื่นชอบขอบของประชาชน

2.ทลายสิ่งที่เป็นกำแพงกั้นระหว่างส่วนฝ่ายต่างๆในขณะเดียวกันต้องสร้างสะพานเชื่อมเพื่อร่วมกันทำงานให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดร่วมกันคือประชาชนพึงพอใจและประเทศชาติมั่นคง
3. คิดล่วงหน้า กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจน กำหนดกรอบระยะเวลา การทำงานให้ชัดเจน และมีการติดตามประเมินผล

ปัจจัยที่มีผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของHollywood Model คือ คนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการโครงการ (Producer)จะต้องมีความสามรถสูง รู้จริง รู้ลึกในเรื่องที่จะทำ บริหารต้องเก่ง กลไกสำคัญของ Hollywood Model คือ ความรู้ เครือข่าย เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ โครงการ ที่ปรึกษาและ แหล่งเรียนรู้

สรุป Hollywood Model ไม่ใช่ทฤษฏีตายตัว หรือสูตรสำเร็จใด ๆ แต่เป็นรูปแบบของการทำงานเป็นทีมขนาดใหญ่ที่มีดโครงสร้างและการแบ่งงานกันสลับซับซ้อนขึ้น เน้นการทำงานแบบมืออาชีพ ลักษณะของงานไม่เหมาะกับงานประจำ แต่เหมาะกับภารกิจที่มีลักษณะเฉพาะและมีเงื่อนไขด้านเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง ความสำเร็จเริ่มจากต้องมีแนวคิดรวบยอด แล้วถอดรหัสออกมาเป็นชิ้นงาน มอบให้คนเก่งไปดำเนินการ สุดท้ายนำมาประกอบเข้าด้วยกันเป็นอันเสร็จสมบูรณ์

ตัวอย่างเบื้องหลังการถ่ายทำภาพยนตร์

  1. 1. http://www.kingnaresuanmovie.com/behind_thai.php
  2. 2. http://www.iseehistory.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=422116&Ntype=7

ส่งงานค่ะ

5 Jan

1 บริษัทขายตรงต่างๆ มีกลยุทธ์อย่างไรในการให้มีผู้คนสนใจ

บริษัทขายตรงเหล่านี้มีกลยุทธ์คือ การบริการ โดยการเข้าถึงตัวของลูกค้าให้ความสำคัญเอาใจใส่ลูกค้าอีกทั้งยังมีการเตรียมตัวก่อนที่จะเข้าไปขายโดยการศึกษาเกี่ยวผลิตภัณฑ์เพื่อที่จะสามารถแนะนำให้กับลูกค้าได้ที่สำคัญคือ เขายังมีตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่นำไปขายไปให้กับลูกค้า เพื่อทดลองใช้ เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพอย่างแท้จริง

บริษัทเหล่านี้จะเป็นการขายแบบแฟรนชายส์ ทุกคนยังสามารถที่จะเป็นผู้ขายได้โดยไม่จำเป็นต้องเสียค้าใช้จ่ายสูงในการสมัครซึ่งสามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ อีกอย่างเขาจะใช้กลยุทธ์ในการโฆษณา เพื่อดึงดูดความสนใจ โดยการนำดารา นักแสดง มาเป็นพรีเซนเตอร์ เพื่อให้คนที่ชื่นชอบดาราคนนั้นซื้อผลิตภัณฑ์ไปใช้เพื่อช่วยให้ผลิตภัณฑ์ดูดีมากยิ่งขึ้นนั้นเอง

2 กลยุทธ์เหล่านั้นเป็นอย่างไรเมื่อนำ IT เข้ามาช่วย

กลยุทธ์เหล่านี้เมื่อนำ IT เข้ามาช่วยจะทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น ได้อย่างรวดเร็วอีกทั้งยังไม่ต้องเดินเข้ามาเพื่อบอกว่าผลิตภัณฑ์นี้เป็นอย่างไร โดยให้ผู้ที่สนใจสามารถโทรมาสั่งซื้อได้เลยหรือว่าสั่งซื้อ ผ่านเว็บเลยก็ได้ และอีกอย่างคือเพื่อให้ลูกค้าทราบว่าผลิตภัณฑ์ และบริษัทนั้นๆมีอยู่จริงส่วนมากที่เห็น ก็จะเป็น การโฆษณาผ่านเว็บต่างๆ หรือในทีวี สร้างเป็นเว็บของตนเอง หรือการขายหรือโปรโมทผ่านสังคม Social network เพื่อให้คนรู้จักมากขึ้น

3 facbook.com มีกลยุทธ์ในการสร้างกลยุทธ์ด้านการขายหรือไม่ เพราะเหตุใด

มีส่วนช่วยในการขายเป็นอย่างมาก เพราะว่า  เป็น ที่ใครๆก็จักและเล่นกัน ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาผ่านเว็บ แถมอย่างสามารถทำให้คนรู้จักมากขึ้นแระรวดเร็วมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังประหยัดเวลามากขึ้น แต่อาจมีข้อเสียคืออาจทำให้เกิดความรำคาญเมื่อเราแท็กภาพไปแล้ว

ส่งงานค่ะ

3 Jan

ข้อที่1 เขาใหญ่(แต่เราเล็ก)

จากที่ได้อ่านข้อความเรื่องเขาใหญ่(แต่เราเล็ก)แล้ว ทำให้ทราบว่าเขาใหญ่ถูกรุกรานโดยผู้คนในบริเวณใกล้เคียงเพื่อหวังประโยชน์ต่างๆจากเขาใหญ่ ตัดไม้ทำลายป่า ทำให้ป่าน้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าเราจะใช้เทคนิคทาง IT เข้าไปช่วยเกี่ยวกับการอนุรักษ์ป่านั้นข้าพเจ้าคิดว่าควรทำดังนี้

- สร้างเครื่องมือตรวจจับสัณญานเมื่อมีคนเข้ามาบุกรุกในบริเวณเขาใหญ่ หรือบุคคลที่ทำการสร้างรีสอร์ทในบริเวณนั้นลำเส้นเข้ามาทำลายป่า

-สร้างเว็บเกี่ยวกับเขาใหญ่เพื่อรณรงค์อนุรักษ์ป่าและสัตว์ในพื้นที่เขาใหญ่ โดยการปลูกต้นไม้ผ่านเว็บ ซึ่งในตอนนี้กำลังบูมมาก อีกทั้งยังช่วยให้ทุกคนเข้ามาเที่ยวชมเขาใหญ่ได้อีกด้วย

ข้อที่ 2 ยิ่งให้ ก็ยิ่งได้

จากที่ได้อ่านเนื้อเรื่อง ยิ่งให้ ก็ได้ จะเป็นเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับการให้  โดยเป็นการให้โดยไม่หวังผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้เรานำไปใช้ได้ ทำให้เรามีความอดทน ไม่เห็นแก่ตัว มีมิตรไมตรีต่อคนรอบข้าง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยในการฝึกฝนในการเรียนหนังสือหรือทำงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเดียวหรืองานกลุ่ม ในช่วงที่เรามีอุปสรรค มันสามารถช่วยเราได้

ข้อที่3 บรรยายจากเรื่องที่ได้อ่านมาว่าได้รับอะไรประโยชน์บ้าง

ประโยชน์ที่ได้รับจากการอ่านเรื่องทั้ง 2 เรื่อง นี้ นั้นก็คือ รู้จักกลยุทธ์ในการวางแผนในการดำเนินการต่างๆ การจัดการงาน การเป็นมิตรไมตรีต่อทุกคนทั้งที่รู้จักและไม่รู้จัก รวมทั้งกลยุทธ์ต่างๆ ในการคิด การพิจารณางาน ในการที่จะจัดการแก้ไขปัญหาต่างๆ การป้องกัน และเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน สิ่งเหล่านี้เป็นตัวช่วยในการฝึกฝนตัวเองให้มีความรอบคอบ และช่วยในการจัดการแนวคิดต่างๆ ให้เป็นระเบียบแบบแผนให้เกิดเป็นแนวคิดสร้างสรรค์

นอกจากนี้ทำให้เราทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหลายๆรูปแบบ ก็จะทำให้เราสามารถรู้จักกับปัญหาทุกรูปแบบและสามารถนำไปใช้แก้ไขในปัญหาต่างๆในภายภาคหน้าต่อไป สามารถใช้เป็นประสบการณ์ในอนาคตต่างๆ เมื่อเราเจอกับปัญหาก็สามารถที่จะรับมือกับปัญหานั้นได้ โดยที่ไม่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับปัญหาสามารถจัดสรรงบประมาณได้ถูกต้อง เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ถูกต้องได้อีกด้วย

การวิเคราะห์แผนแม่บท

16 Dec

การวิเคราะห์ swot  แผนแม่บท [15/12/1020]

จุดแข็ง
- มีนโยบายที่ชัดเจน เนื่องจากความต้องการที่จะพัฒนาประเทศให้มีความก้าวหน้า
- มีบุคคลที่มีทักษะฝีมือในการที่จะทำโครงการนี้ เพื่อให้ประสบผลสำเร็จ
- มีการให้ความสำคัญต่อบทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ที่มีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโดยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมไทยสู่สังคมแห่งภูมิปญญาและการเรียน
จุดอ่อน
- เนื่องจากความก้าวหน้าทาง ICT ของประเทศยังคงด้อยกว่าประเทศอื่นๆ การพัฒนาอาจต้องใช้เวลามาก
- อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารโครงการ
- ใช้งบประมาณมาก
- โครงการที่จัดทำขึ้นอาจไม่สามารถที่จะกระจายออกไปทั่วทั้งประเทศ
โอกาส
- สามารถเปิดช่องทางให้กับธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ ในการสร้างผลกำไรได้
- สามารถทำให้ประเทศมีการพัฒนาไปสู่ยุคที่ทันสมัย และก้าวทันกับประเทศอื่นได้ในอนาคต
- สามารถทำให้ประเทศมีรายได้เพิ่ทขึ้นมากกว่าเดิม
อุปสรรค
- เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการใหญ่จึงต้องมีการใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการสร้าง
- สภาพแวดล้อมทางสังคมในประเทศยังไม่ลงตัว อาจทำให้การดำเนินโครงการเป็นไปได้ยาก

กลยุทธ์น่านน้ำ (งานประจำวันที่ 1 ธ.ค 2553)

10 Dec

1. (1.1)  ชื่อโครงการเหมาะสมหรือไม่ จงให้เหตุผล

จากชื่อโครงการก็คือ “โครงการต้นแบบ อุบลราชธานี ไวร์เลส ซิตี้ และโครงการระบบภูมิสารสนเทศจังหวัดอุบลราชธานี
UBON WIRELESS CITY & POINT UBON (GIS)” ข้าพเจ้าคิดว่า ชื่อโครงการยาวเกินไปแล้วก็ยังมีคำที่ซ่ำกันอีกคือคำว่า “อุบลราชธานี” ควรใช้คำที่สั้นกว่านี้
และครอบคลุมเกี่ยวกับโครงการที่ทางมหาลัยและก็ทางบริษัท ล็อกซบิท พีเอ จำกัด (มหาชน) และใช้ภาษาที่ทุกคนทั่วไปสามารถอ่านแล้วสามารถเข้าใจง่าย
(1.2) จากโครงการดังกล่าวมีความสอดคล้องเกี่ยวกับกลยุทธ์สีใด
โครงการนี้เหมาะสมกับกลยุทธ์น่านน้ำสีขาว เพราะว่ามีการเล็งเห็นถึงความสะดวกสบายของประชาชนทุกคนรวมทั้งคนที่เข้ามาท่องเที่ยวจากต่างประเทศ
เพื่อที่สามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ในที่สาธารณะเพื่อทำการสืบค้นข้อมูลต่างๆได้ โดยที่ทางโครงการนั้นไม่คำนึงถึงผลกำไรหรือหวังผลตอบแทนใดๆ
2.หนังสือที่พูดถึงเรื่อง กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม  กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว กลยุทธ์น่านน้ำสีแดง และกลยุทธ์น่านน้ำสีเขียว
-   ชื่อหนังสือ : White Ocean Strategy – กลยุทธ์น่านน้ำสีขาว
ผู้แต่ง : ดนัย จันทร์เจ้าฉาย
-  ชื่อหนังสือ : กลยุทธ์น่านน้ำสีคราม(Blue Ocean Strategy)  -  จากหลักการพื้นฐานสู่การปฏิบัติในท้องถิ่น
ผู้แต่ง : W. Chan Kim

ส่งงานทั้ง 4 ข้อ

27 Nov

24/11/2010

1. 7s

การบริหารองค์การ  ควรจะมีการประเมินก่อน ซึ่งเครื่องมือหรือแบบจำลอง 7s ของ McKinsey ก็เป็นการวิเคราะห์องค์การของเราเองว่าปัจจัยต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันหรือไม่ 7s มี ดังนี้

1. กลยุทธ์ (Strategy) คือ การวางแผนกิจกรรมภายในองค์กร โดยให้แผนที่วางขึ้นมานั้นได้สอดคล้องและเหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมภายนอก และภายในองค์กร ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ช่วยสนับสนุนให้องค์กรมีขีดความสามารถเหนือคู่แข่งขัน

2. โครงสร้างองค์กร (Structure) ลักษณะของโครงสร้างองค์กรมีประโยชน์ต่อการจัดทำกลยุทธ์ขององค์กร เป็นอย่างมาก เนื่องจากโครงสร้างขององค์กรจะเป็นตัวรองรับแผนกลยุทธ์ขององค์กร ซึ่งจะต้องมีความเหมาะสมและสอดคล้องกันด้วย ถ้าโครงสร้างขององค์กรมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์แล้ว ก็จะเป็นจุดแข็งขององค์กร แต่ถ้าโครงสร้างขององค์กรไม่เหมาะสมสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร ก็จะทำให้เกิดเป็นจุดอ่อนขององค์กร  

3.  สไตล์ (Style) สไตล์ในการทำงานของผู้บริหารนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะผู้บริหารระดับสูงแล้วจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของพนักงานภายในองค์กรมากกว่าคำพูดของผู้บริหาร ซึ่งถ้าหากผู้บริหารมีความมุ่งมั่นในการทำงานมีความสามารถในการจูงใจเป็นแบบอย่างในการทำงานที่ดี ซึ่งสไตล์เหล่านี้จะเป็นผลในการสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นอย่างยิ่ง

4.  ระบบ (System) เป็นการวิเคราะห์ถึงระบบงานขององค์กรในทุก ๆเรื่อง ทั้งเรื่องระบบการบริหารจัดการ ระบบการปฏิบัติงาน เช่น ระบบสารสนเทศ ระบบการวางแผน ระบบงบประมาณ ระบบการควบคุม ระบบการจัดซื้อ ระบบในการสรรหาและคัดเลือกพนักงานระบบในการฝึกอบรมตลอดจนระบบในการจ่ายผลตอบแทน หากว่าองค์กรมีระบบงานที่ดีก็จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถทำงานได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง ดังนั้นระบบงานขององค์กรจะได้มีความสอดคล้องกับกลยุทธ์และโครงสร้างขององค์กรด้วย

5.  ทรัพยากรมนุษย์/สมาชิกภายในองค์กร  (Staff) งานหรือกิจกรรมขององค์กรที่เกิดจากแผนกลยุทธ์ขององค์กร  มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้ปฏิบัติงานให้ตรงตามแผนและเป้าหมายที่วางไว้  ดังนั้นองค์กรเองก็จำเป็นที่จะต้องมีพนักงานที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิบัติงาน  ซึ่งผู้ที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิบัติงานนั้นจำเป็นต้องมีความรู้  ความสามารถ  มีทัศนคติที่ถูกต้องเหมาะและ แรงจูงใจในการทำงาน  ก็จะทำให้เกิดผลสำเร็จลงได้  ที่สำคัญคือการจัดคนภายในองค์กรให้เหมาะสมกับงาน  เช่น   คนที่มีความรู้ทางด้านคอมพิวเตอร์ ก็ควรที่จะให้ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  หรือคนที่มีความรู้ทางด้านการตลาดก็ควรให้ทำงานด้านการตลาด  ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นจุดแข็งขององค์กรและทำให้งานนั้นออกมามีประสิทธิภาพ

6.  ทักษะ  (Skill) เป็นการพิจารณาถึงทักษะหรือความเชี่ยวชาญขององค์กรโดยรวม  ว่ามีความเชี่ยวชาญหรือมีความชำนาญในด้านใด  เช่น  บริษัท  ปูนซีเมนต์ไทย  เป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการด้านอุตสาหกรรมการก่อสร้าง  ดังนั้น  แผนกลยุทธ์ของบริษัทปูนซีเมนต์ก็จะมุ่งไปสู่กลุ่มอุตสาหกรรมก่อสร้าง  ซึ่งจะทำให้บริษัท ประสบผลสำเร็จได้มากกว่าการขยายธุรกิจไปสู่กลุ่มงานที่ปูนซีเมนต์ไม่มีความชำนาญ

7.  ค่านิยม  (Shared Value) เป็นการวิเคราะห์ถึงค่านิยมร่วม  ความเชื่อร่วมขององค์กร นั้น ๆ  ว่าเป็นอย่างไรเพื่อให้เกิดปัจจัยแห่งความสำเร็จ  ในการบริหารธุรกิจหรืออุตสาหกรรมนั้น  ซึ่งมักจะไม่ได้เขียนขึ้นมาอย่างเป็นทางการ  แต่เป็นเพียงแนวคิดพื้นฐานขององค์กรแต่ละแห่ง  รวมทั้งสิ่งที่จะต้องให้องค์กรเป็นในอนาคต  ดังนั้นก็หมายถึงเป้าหมายสูงสุดขององค์กร (Super ordinate)   ซึ่งไม่กำหนดเป็นลายลักษณ์อักษร องค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารนั้นทุกคนในองค์กรนั้นมักมีค่านิยมร่วมกัน จึงทำให้เกิดเป็นผลสำเร็จขององค์กร

2. 4M

เป็นองค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน คือ

-                   Man – บุคลากร

-                   Money – เงิน

-                   Method – วิธีการ

-                   Material/Machine – วัสดุอุปกรณ์/เครื่องมือ

ซึ่งการดำเนินงานจะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ เพราะว่าจะทำให้งานไม่สมบูรณ์แบบตามที่ต้องการ

3. 5 forces model

1. อุปสรรคกีดขวางการเข้าสู่อุตสาหกรรม จะได้แก่

- การประหยัดจากขนาด (Economies of scale) เนื่องจากผลิตสินค้าที่เป็นมาตรฐานจำนวนมาก ซึ่งทำให้ต้นทุนของสินค้าลดต่ำลง เพราะสามารถลดต้นทุนคงที่ต่อหน่วยลดลง

- การผูกพันในตรายี่ห้อ (Brand Loyalty)

- เงินลงทุน (Capital requirements) ถ้าต้องลงทุนสูง ก็จะเป็นอุปสรรคต่อรายใหม่

- การเข้าถึงช่องจัดจำหน่าย (Access to distribution)

- นโยบายของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลไม่มีนโยบายส่งเสริม หรือมีข้อห้ามสัมปทาน

- ข้อได้เปรียบต้นทุนในด้านอื่นๆ เช่น เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเฉพาะ มีวัตถุดิบราคาถูก มีทำเลที่ตั้งดีกว่า มีแหล่งเงินทุนที่ต้นทุนถูก และทำมานนานจนเกิดการเรียนรู้

2. แรงผลักดันจากผู้ผลิตหรือคู่แข่งที่มีในอุตสาหกรรม

- จำนวนคู่แข่งขัน ถ้าคู่แข่งขันมีจำวนมาก หรือ มีขีดความสามารถพอๆกัน จะทำให้มีการแข่งขันที่รุนแรง

– อัตราการเติบโตของอุตสาหกรรม ถ้าอุตสาหกรรมยังคงเติบโต การแข่งขันจะไม่รุนแรงมากนัก

– ความแตกต่างของสินค้า ถ้าสินค้ามีความแตกต่างกันไป การแข่งขันก็จะน้อยลง

– ความผูกพันในตรายี่ห้อ

- กำลังการผลิตส่วนเกิน ถ้าอุตสาหกรรมมีกำลังผลิตส่วนเกิน การแข่งขันจะรุนแรง

- ต้นทุนคงที่ของธุรกิจ และต้นทุนในการเก็บรักษา

- อุปสรรคกีดขวางการออกจากอุตสาหกรรม เช่น ข้อตกลงกับสหภาพแรงงานในการจ่ายชดเชยที่สูงมาก

3. อำนาจต่อรองของผู้ขาย (ซัพพลายเออร์)

- จำนวนผู้ขายหรือวัตถุดิบที่มีอยู่ ถ้ามีผู้ขายน้อยราย อำนาจต่อรองของผู้ขายจะสูง

– ระดับการรวมตัวกันของผู้ขายวัตถุดิบ ถ้าผู้ขายรวมตัวกันได้ อำนาจการต่อรองก็จะสูง

– จำวนวัตถุดิบหรือแหล่งวัตถุดิบที่มี ถ้าวัตถุดิบมีน้อย อำนาจต่อรองจะสูง

- ความแตกต่างและเหมือนกันของวัตถุดิบ ถ้าวัตถุดิบมีความแตกต่างกันมาก อำนาจต่อรองผู้ขายจะสูง

4. อำนาจการต่อรองของกลุ่มผู้ซื้อหรือลูกค้า

- ปริมาณการซื้อ ถ้าซื้อมาก ก็มีอำนาจการต่อรองสูง

– ข้อมูลต่างๆที่ลูกค้าได้รับเกี่ยวกับสินค้าและผู้ขาย ถ้าลูกค้ามีข้อมูลมาก ก็ต่อรองได้มาก

– ความจงรักภักดีต่อยี่ห้อ

- ความยากง่ายในการรวมตัวกันของกลุ่มผู้ซื้อ ถ้าลูกค้ารวมตัวกันง่ายก็มีอำนาจต่อรองสูง

– ความสามารถของผู้ซื้อที่จะมีการรวมกิจการไปดานหลัง คือ ถ้าลูกค้าสามารถผลิตสินค้าได้ด้วยตนเอง อำนาจการต่อรองก็จะสูง

– ต้นทุนในการเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคนอื่นหรือ ใช้สินค้าของคู่แข่งแล้วลูกค้าต้องมีต้นทุนในการเปลี่ยนสูง อำนาจการต่อรองของลูกค้าก็จะต่ำ

5. แรงผลักดันซึ่งเกิดจากสินค้าอื่นๆซึ่งสามารถใช้ทดแทนได้

- ระดับการทดแทน เป็นการทดแทนได้มาก หรือทดแทนได้น้อยแค่ไหน เช่น เครื่องปรับอากาศกับพัดลม

– ต้นทุนหรือค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงการใช้สินค้าปัจจุบัน ไปสู่การใช้สินค้าทดแทน

- ระดับราคาสินค้าทดแทนและคุณสมบัติใช้งานของสินค้าทดแทน

4. การวิเคราะห์ SWOT ของตัวเอง

S = มีความอดทนสูง มีความพยายาม และมองโลกในแง่ดีเสมอ ยิ้มเก่งเข้ากับทุกคนได้

W = เรียนไม่เก่ง มีความจำไม่ดีเท่าไร เป็นคนเงียบๆและไม่มั่นใจในตัวเอง

O = ใช้ความสามารถด้านอื่นๆที่เรามีเข้ามาประยุกต์ใช้

T = มีคู่แข่งเยอะ เนื่องจากมีผู้ที่สนใจเรียนทางด้าน IT มาก และมีหลายสถาบัน

ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน จุดแข็ง (Strengths) จุดอ่อน (Weaknesses)
โอกาส (Opportunities) เราใช้ความสามารถที่มีพยายามนำเข้ามาประยุกต์ใช้ในด้านการเรียน เรียนไม่เก่งก็ใช้ความพยายามฝึกฝนตัวเองพยายามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนบ่อยๆเพื่อฝึกความจำให้ดีขึ้น
อุปสรรค (Threats) คู่แข่งมากก็เพิ่มความขยัน พยายาม ความอดทนในสิ่งเหล่านั้น และใช้การมองโลกในแง่ดีเป็นตัวช่วยในการให้กำลังใจตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจในตัวเองด้วย ในการเผชิญหน้ากับสิ่งต่างๆ เนื่องจากคู่แข่งขันมีจำนวนมากอีกทั้งเรายังมีความรู้ยังไม่มากพอเราจึงต้องใช้ความพยายาม ความขยัน และอดทนเพื่อฝีกฝนตัวเองให้มีความรู้มากขึ้น